Latest Articles

เส้นเอ็นอักเสบ (Tendinitis) tendonitis-treatmentสาเหตุ อาการ และวิธีรักษาที่ถูกต้อง

เส้นเอ็นอักเสบ

การมีอาการปวดข้อต่อหรือกล้ามเนื้อเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้งานร่างกายหนักหรือมีการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ในท่าเดิม หนึ่งในสาเหตุสำคัญของอาการปวดเหล่านี้คือเส้นเอ็นอักเสบซึ่งเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันการเข้าใจถึงสาเหตุอาการ และการรักษาที่เหมาะสมจะช่วยให้เราจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เส้นเอ็นอักเสบคืออะไร? รู้จักภาวะที่สร้างความเจ็บปวด

เส้นเอ็นอักเสบหรือที่เรียกในทางการแพทย์ว่า Tendinitis เป็นภาวะการอักเสบของเส้นเอ็น (Tendon) ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างกล้ามเนื้อกับกระดูก เมื่อเส้นเอ็นอักเสบจะทำให้เกิดอาการปวด บวม และจำกัดการเคลื่อนไหวในบริเวณที่เกิดอาการ

เส้นเอ็น (Tendon) ทำหน้าที่อะไรในร่างกาย?

เส้นเอ็นเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่น ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งผ่านแรงจากกล้ามเนื้อไปยังกระดูก เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหว เส้นเอ็นมีโครงสร้างที่ซับซ้อนและต้องรับแรงกดทับอย่างมากในระหว่างการเคลื่อนไหว

กลไกการเกิดเส้นเอ็นอักเสบ

การอักเสบของเส้นเอ็นมักเกิดจากการใช้งานมากเกินไปหรือการบาดเจ็บ ทำให้เกิดการฉีกขาดของเส้นใยคอลลาเจนภายในเส้นเอ็น ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการส่งเซลล์อักเสบมาซ่อมแซม แต่หากการอักเสบยาวนานจะทำให้เกิดความเสียหายถาวรได้

เส้นเอ็นอักเสบ

สาเหตุของเส้นเอ็นอักเสบ เกิดจากอะไรได้บ้าง?

สาเหตุหลักของเส้นเอ็นอักเสบมาจากการใช้งานเกินกำลังของเส้นเอ็น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายที่หนักเกินไป การทำงานที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ หรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ กิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิด  เส้นเอ็นอักเสบได้แก่ การเล่นกีฬาที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวรุนแรง การยกของหนัก หรือการทำงานบ้านที่ต้องใช้แรงมาก

นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ยังรวมถึง อายุที่เพิ่มขึ้น เพราะเส้นเอ็นจะมีความยืดหยุ่นลดลงตามวัย การมีโรคประจำตัวบางชนิดเช่น เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ รวมถึงการใช้ยาบางชนิดที่อาจทำให้เส้นเอ็นอ่อนแอลง

อาการของเส้นเอ็นอักเสบเป็นอย่างไร? สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต

อาการหลักของเส้นเอ็นอักเสบคือ ความปวดในบริเวณที่เส้นเอ็นอักเสบ โดยเฉพาะเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือกดทับ ความปวดอาจเริ่มต้นเป็นความเจ็บเล็กน้อยและค่อย ๆ รุนแรงขึ้น หรืออาจเริ่มปวดอย่างรุนแรงทันทีหากเกิดจากการบาดเจ็บเฉียบพลัน

อาการอื่น ๆ ที่พบได้ ได้แก่ การบวมและอักเสบในบริเวณที่เกิดอาการ ผิวหนังอาจมีสีแดงและรู้สึกร้อน การเคลื่อนไหวของข้อต่อหรือกล้ามเนื้อในบริเวณนั้นจำกัดลง และอาจมีเสียงเสียดสีเมื่อเคลื่อนไหว บางครั้งอาจรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อในบริเวณที่อักเสบ

วิธีรักษาเส้นเอ็นอักเสบด้วยตัวเองในเบื้องต้น (หลักการ RICE)

การดูแลเบื้องต้นสำหรับเส้นเอ็นอักเสบสามารถทำได้ด้วยตัวเองโดยใช้หลักการ RICE ซึ่งเป็นวิธีการรักษาเบื้องต้นที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์กีฬาและเวชศาสตร์ฟื้นฟู

R – Rest (การพักใช้งาน)

การหยุดใช้งานส่วนที่เกิดอาการเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาเส้นเอ็นอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้อาการรุนแรงขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องหยุดเคลื่อนไหวทั้งหมด แต่ควรลดความรุนแรงและความถี่ของการใช้งาน

I – Ice (การประคบเย็น)

การประคบเย็นช่วยลดการอักเสบและความปวด ควรประคบเย็นเป็นเวลา 15-20 นาที ทุก 2-3 ชั่วโมงในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรกหลังเกิดอาการ ใช้ผ้าหุ้มน้ำแข็งเพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บจากความเย็น

C – Compression (การพันกระชับ)

การใช้ผ้าพันแผลยืดหยุ่นพันรอบบริเวณที่อักเสบช่วยลดการบวมและให้การค้ำจุน แต่ต้องระวังไม่ให้พันแน่นเกินไปจนขัดเลือด

E – Elevation (การยกส่วนที่อักเสบให้สูง)

การยกส่วนที่เกิดอาการให้สูงกว่าระดับหัวใจช่วยลดการบวมโดยการระบายน้ำเหลืองและเลือดกลับสู่หัวใจได้ดีขึ้น

เส้นเอ็นอักเสบ กินยาอะไรดี? แนะนำกลุ่มยาที่ช่วยบรรเทาอาการ

สำหรับคำถาม เส้นเอ็นอักเสบ กินยาอะไรดี ยาที่แนะนำในการรักษาเบื้องต้นคือ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่   สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) หรือ ไดคลอฟีแนค (Diclofenac) ซึ่งช่วยลดทั้งการอักเสบและความปวด

ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ก็สามารถใช้บรรเทาความปวดได้ แต่ไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่แพ้หรือไม่สามารถใช้ยา NSAIDs ได้ การใช้ยาทาภายนอกที่มีส่วนผสมของยาต้านการอักเสบก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการกินยา

อย่างไรก็ตาม การใช้ยาควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเภสัชกรหรือแพทย์ และหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3-5 วัน หรือมีอาการรุนแรงขึ้น ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกในการปรึกษาเภสัชกร สามารถใช้บริการปรึกษาเภสัชกรออนไลน์ 24 ชม.ผ่าน MedCare ที่ให้คำปรึกษาได้ตลอดเวลา

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์? และแนวทางการรักษาทางการแพทย์

ควรรีบไปพบแพทย์เมื่ออาการปวดรุนแรงมากจนไม่สามารถใช้งานส่วนนั้นได้ มีอาการชาหรือสูญเสียความรู้สึก หรือมีไข้ร่วมด้วย รวมถึงกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นหลังการดูแลตนเองเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์

แพทย์อาจใช้วิธีการรักษาเพิ่มเติม เช่น การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปในบริเวณที่อักเสบ การกายภาพบำบัด หรือ ในกรณีที่รุนแรงมากอาจต้องผ่าตัด การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (Shock wave therapy) ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสำหรับเส้นเอ็นอักเสบเรื้อรัง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเส้นเอ็นอักเสบ (FAQ)

ส้นเอ็นอักเสบประคบร้อนหรือเย็นดีกว่ากัน?

ในระยะเฉียบพลัน (48-72 ชั่วโมงแรก) ควรใช้การประคบเย็นเพื่อลดการอักเสบ หลังจากนั้นอาจเปลี่ยนมาใช้การประคบร้อนเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

เป็นเส้นเอ็นอักเสบออกกำลังกายได้หรือไม่?

ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ใช้ส่วนที่อักเสบ แต่สามารถออกกำลังกายส่วนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องได้ เมื่ออาการดีขึ้นแล้วค่อย ๆ เริ่มออกกำลังกายใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป

การป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำทำได้อย่างไร?

การป้องกันเส้นเอ็นอักเสบกลับมาเป็นซ้ำทำได้โดย การอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย การยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นประจำ การใช้งานร่างกายอย่างถูกวิธี และการหยุดพักเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า


สรุปบทความ

เส้นเอ็นอักเสบเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยและสามารถจัดการได้หากมีความเข้าใจที่ถูกต้อง การดูแลเบื้องต้นด้วยหลักการ RICE และการใช้ยาที่เหมาะสม สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะแรก สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นเอ็นอักเสบกินยาอะไรดีหรือต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถปรึกษาเภสัชกรผ่านบริการ Medcare ได้ตลอด การป้องกันยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ด้วยการดูแลร่างกายให้ถูกวิธี หลีกเลี่ยงการใช้งานเกินกำลัง และรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีอาการที่น่าเป็นห่วง จำไว้ว่าการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงทีจะช่วยให้คุณหายเร็วและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 

MedCare ให้บริการปรึกษาเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญผ่านระบบออนไลน์ที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้สะดวกผ่าน LINE Mini App ไม่ว่าคุณจะมีคำถามเกี่ยวกับยา หรือกำลังมองหาทางเลือกที่เหมาะกับสุขภาพของคุณ เพียงไม่กี่ขั้นตอนก็สามารถรับคำปรึกษาได้อย่างถูกต้องตรงจุดหากต้องการความสะดวกยิ่งขึ้น ยังมีบริการจัดส่งยาถึงบ้านเพื่อให้คุณได้รับการดูแลสุขภาพอย่างรอบด้าน ด้วยข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพราะการมีความรู้และความเข้าใจเรื่องสุขภาพ คือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดี